Thank you for visiting. 
:: You are one of 65 current visitors. :: 
    Home   |   about us   |   สมุดเยี่ยมชม   |   ถาม - ตอบ   |   สถิติ   |   news   |   แบบทดสอบ  

ความรู้เรื่องยาบ้า ( ฉบับปรับปรุง )

 คำนำ
จากการศึกษาพบว่ามีการระบาดของยาบ้าในสถานศึกษา 55 จังหวัด คิดเป็นร้อยละ 79.7 โดยมีอัตราการใช้สูงสุดในสถาบันศึกษาระดับอาชีวศึกษาซึ่งพบถึงร้อยละ 2.40 ข้อมูลนี้บ่งชี้ถึงอันตรายที่คุกคามต่อสภาพสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศชาติอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ เพราะการเสพยาบ้านั้น เป็นสาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่งของการเกิดโศกนาฏกรรมจากอาชญากรรมและอุบัติเหตุมากมาย เนื่องจากการขาดสติเพราะฤทธิ์ของยา นอกจากนี้ ยังมีผลต่อระบบประสาทอย่างถาวร เป็นเหตุให้เยาวชนผู้เสพกลายเป็นทรัพยากรบุคคลที่ด้อยคุณภาพ หรือเป็นภาระของสังคม ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในภายภาคหน้า ดังนั้น จึงจำเป็นที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ต้องร่วมมือกันหาทางดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องปรามการใช้ยาบ้าและสารเสพติด ของเยาวชนในทุกพื้นที่ของประเทศต่อไป
หนังสือความรู้เรื่องยาบ้าฉบับนี้ เป็นฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 ซึ่งกรมสุขภาพจิตได้รวบรวมข้อมูลส่วนใหญ่มาจากฉบับแรก ซึ่งเรียบเรียงโดยแพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ และหนังสือวันอนามัยโลก 7 เมษายน 2544 จึงหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับประชาชนทั่วไป ในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องของยาบ้า และการดูแลผู้ใกล้ชิดให้ปลดอภัยจากยาบ้า หากมีผู้สนใจสามารถติดต่อขอรับได้ที่ ศูนย์สารนิเทศและประชาสัมพันธ์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี

รู้จักยาบ้า
“ยาบ้า” หรือแอมเฟตามีน หรือที่รู้จักกันในชื่อเดิมว่า ยาม้า เป็นสารเสพติดที่มีการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงจนเป็นปัญหาสำคัญที่คุกคามสภาพสังคมอย่างกว้างขวางทั้งทางตรงและทางอ้อม มีลักษณะเป็นผงผลึกสีขาว ไม่มีกลิ่น มีรสขม มีทั้งชนิดแคปซูลและชนิดเป็นเม็ดรูปร่างต่างๆ ยาบ้ามีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง จากผลของสารออกฤทธิ์สำคัญ คือ เมทแอมเฟตามีน ซึ่งจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 พบในปริมาณเฉลี่ย 22.5 มิลลิกรัมต่อเม็ด บางครั้งพบสารออกฤทธิ์เป็น อีเฟดรีน ผสมกับ แคฟเฟอีน นอกจากนี้อาจพบสารปลอมปนอื่น ได้แก่ คลอร์เฟนิรามีน เฟนิลโปรปาโนลามีน พาราเซตามอล แอสไพริน และสารหนู เป็นต้น
ลักษณะของยาบ้าที่พบในปัจจุบันนับตั้งแต่ พ.ศ.2540 เป็นยาเม็ดกลมแบน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 มิลลิเมตร หนาประมาณ 2.5 มิลลิเมตร น้ำหนักเม็ดยาโดยเฉลี่ย 90 มิลลิกรัม เม็ดยาส่วนใหญ่เป็นสีส้ม บางครั้งพบเป็นสีเขียว หรือสีอื่นๆ เช่น สีน้ำตาล สีม่วง สัญลักษณ์บนเม็ดยาที่พบมากคือ “WY” บนด้านหนึ่ง นอกจากนี้ยังอาจพบสัญลักษณ์อื่นๆ เช่น “MW” “99” หรือเป็นเม็ดยาเรียบไม่มีสัญลักษณ์ใดๆ
การเสพยาบ้าเป็นปัญหาที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไม่น้อย เมื่อเทียบกับสารเสพติดชนิดอื่น เริ่มต้นจากการที่ยาบ้าเคยเป็นสารที่นิยมในหมู่ผู้ประกอบอาชีพขับขี่ยานยนต์ ซึ่งต้องการใช้ฤทธิ์กระตุ้นประสาทของสารนี้ให้ทำงานได้ทนนาน ต่อมาได้มีรายงานการใช้ยาบ้าด้วยวัตถุประสงค์เดียวกันในกลุ่มผู้ใช้แรงงานอื่นๆ เช่น กลุ่มแรงงานประมง กลุ่มแรงงานตัดอ้อย และกลุ่มแรงงานแบกหาม รวมไปถึงการใช้ยาบ้าเพื่อกระตุ้นการทำงานของสัตว์ใช้แรงงาน เช่น ช้าง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาการใช้ยาบ้าที่นับว่ารุนแรงและมีผลในการทำลายสภาพสังคมสูงที่สุดกลับไม่ใช่การใช้ยาบ้าเพื่อวัตถุประสงค์การใช้แรงงานเพื่อเลี้ยงชีพเหล่านี้ แต่เป็นการใช้ยาบ้าของเยาวชนในสถานศึกษาเพื่อความบันเทิงโดยที่ปัญหานี้มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วมาก

พิษภัยของยาบ้า
ยาบ้านั้นส่งผลเสียอย่างมากต่อผู้เสพ คือจะทำให้ทำงานมากเกินปกติแต่ไม่รู้สึกอยากอาหารจึงทำให้ร่างกายทรุดโทรมและทำให้มีอาการทางจิตเห็นภาพหลอนต่างๆ เกิดความหวาดระแวงและปรากฎว่าบางรายตื่นตกใจวิ่งหนีหรือปีนขึ้นไปบนที่สูงจนตกลงมาตาย ถูกรถชน ทำร้ายผู้อื่นเพื่อป้องกันตัวเองเพราะคิดว่าจะทำร้ายตน ขณะขับรถเห็นคนตามมาทำร้ายหรือเห็นภาพที่น่ากลัวน่าสยดสยอง จึงขับรถหนีด้วยความเร็วสูงจนเกิดอุบัติเหตุ เป็นต้น เมื่อหมดฤทธิ์ยาแล้วผู้เสพไม่ได้เสพต่ออีก ก็จะรู้สึกอ่อนเพลีย ง่วงนอน เวียนศีรษะ เศร้าซึมและหลับในซึ่งเป็นอันตรายอย่างมาก สำหรับผู้ที่กำลังขับรถหรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร หากปรากฏใช้ยาเกินขนาดจะทำให้เกิดประสาทเครียด หัวใจเต้นแรงผิดปกติ เวียนศีรษะ จิตใจสับสน อาจจะมีอาการรุนแรงถึงกับชักหมดสติ หลอดโลหิตในสมองแตก หัวใจวาย และถึงแก่ความตายในที่สุด
ยาบ้านั้นไม่ก่อให้เกิดผลดีแก่ร่างกายและจิตใจ ในทางตรงกันข้ามกลับส่งผลเสียอย่างรุนแรงจนอาจเสียชีวิตได้ โดยสามารถแยกผลกระทบของยาบ้าต่อร่างกายและจิตใจได้ดังนี้
ด้านร่างกาย ยาบ้าจะทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น หลอดเลือดขยายตัว หลอดลมขยายตัว ปากแห้ง ท้องไส้ปั่นป่วน น้ำหนักลดเนื่องจากแอมเฟตามีนไปกดศูนย์ความรู้สึกในสมองทำให้ไม่รู้สึกหิว การที่ได้รับยาเกินขนาดจะทำให้เกิดอาการมึนงง สับสน สั่นตามมือตามเท้าและร่างกาย ประสาทหลอน มีอาการตื่นกลัว หัวใจเต้นผิดปกติ และอาจหมดสติได้
ด้านอารมณ์ ยาบ้าจะทำให้ผู้ใช้ยามีความรู้สึกดีและอารมณ์ดีและรู้สึกว่าอาการเหนื่อยล้านั้นหายไป มีความกระตือรือร้นมากขึ้น สมองแจ่มใส มีความรู้สึกอยากให้งานเสร็จ หากใช้ยาขนาดสูงโดยการฉีดหรือสูดดมจะทำให้เกิดความรู้สึกเคลิ้มสุขและมีความพึงพอใจมาก ผู้เสพบางคนพูดว่าเป็นอาการที่มีความสุขเหมือนอยู่บนสวรรค์ บางคนรู้สึกเข่าอ่อน หัวใจจะเต้นเร็วมาก ทำให้หายใจเร็วมาก จะเหมือนอยู่บนอวกาศ กล้ามเนื้อทุกมัดจะสั่นเต็มไปด้วยความสุขและทำให้ความต้องการทางเพศเพิ่มมากขึ้น การได้รับยาขนาดสูงๆ อาจเป็นสาเหตุให้เกิดอาการทางจิตได้ โดยมีอาการหลอนทางหู มีภาพหลอน มีอาการหวาดระแวงว่าจะมีคนมาทำร้าย บางครั้งกลับก้าวร้าวและสามารถทำร้ายผู้อื่นได้ อาการทางจิตเนื่องจากยานี้จะเกิดได้ โดยไม่จำเป็นว่าผู้นั้นจะมีประวัติเป็นโรคจิตมาก่อนหรือไม่ อาการเหล่านี้จะหายไปเองแต่กินเวลาหลายวันโดยปราศจากฤทธิ์ตกค้าง ถ้าหากว่าผู้นั้นไม่มีอาการผิดปกติทางจิตมาก่อน

ยาบ้ากับวัยรุ่น
วัยรุ่นนั้นนิยมนับตั้งแต่อายุ 13-18 ปี วัยรุ่นเป็นวัยช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างวัยเด็กและวัยผู้ใหญ่ และเป็นวัยแห่งการอยากรู้อยากลอง วัยรุ่นมีความเจริญทั้งร่างกายและจิตใจ ฮอร์โมนจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ขณะที่จิตใจยังไม่พัฒนาอย่างเต็มที่ วัยรุ่นรักอิสระเสรีและต้องการแสดงออกถึงความเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว พฤติกรรมของวัยรุ่นบางครั้งจะแปร ปรวนและมีจิตใจที่อ่อนไหว อารมณ์สับสนวุ่นวายและมีความต้องการเพื่อนเป็นอย่างสูง เมื่อมีเพื่อนแล้วก็ต้องการการยอมรับในกลุ่มเพื่อน เพื่อนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเด็กวัยนี้ หากวัยรุ่นคบเพื่อนที่เสพยา ก็มีความเสี่ยงสูงที่เพื่อนจะชักนำให้รู้จักและลองเสพยาบ้าด้วยและวัยรุ่นส่วนใหญ่ก็จะมองไม่เห็นผลร้ายของยาบ้าเนื่องจากเพื่อนๆล้วนเสพยาบ้าด้วยกันทั้งนั้น
ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ได้มีการศึกษามากมายเพื่อทำความเข้าใจถึงรูปแบบของการใช้สารเสพติดในวัยรุ่น เพื่อนำไปสู่การป้องกันแก้ไขที่มีหลักฐานทางวิชาการรองรับอย่างชัดเจน การศึกษาเหล่านี้ได้สะท้อนถึงปัจจัยเสี่ยงในวัยรุ่นและปัจจัยที่จะมีผลต่อการติดยาของวัยรุ่นนั้นได้แก่
สภาพครอบครัวที่มีปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวที่มีพ่อแม่ใช้สารเสพติดหรือเจ็บป่วยด้วยโรคทางจิตเวช
รูปแบบการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม ซึ่งปัญหาที่พบบ่อยได้แก่กรณีที่เด็กมีพื้นฐานอารมณ์เป็นเด็กเลี้ยงยาก
การปราศจากความผูกพันกับครอบครัว
การคบเพื่อนที่ติดยาและมีความคิดว่าผู้ใช้สารเสพติดเป็นผู้ที่เป็นจุดเด่นของกลุ่มเพื่อนหรือสังคม
ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้อาจสอดคล้องกับความเข้าใจทั่วไปว่าปัญหายาเสพติดมักเกิดขึ้นกับเด็กวัยรุ่นที่มีปัญหาเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วเด็กวัยรุ่นโดยทั่วไปก็มีโอกาสสัมผัส เป็นกลุ่มเสี่ยงและสามารถตกเป็นเหยื่อของยาบ้าได้เช่นกันจากอิทธิพลของภาวะสังคมที่มีความเครียด การแพร่ระบาดอย่างรุนแรงของยาบ้าเช่นในปัจจุบัน โดยเฉพาะมีกลุ่มเพื่อนที่เสพยาบ้า หรือพ่อแม่และคนใกล้ชิดเสพยา เป็นต้น

การป้องกันไม่ให้วัยรุ่นติดยา
การป้องกันไม่ให้วัยรุ่นติดยาบ้านั้นส่วนสำคัญอยู่ที่พ่อแม่ที่ต้องใกล้ชิดลูกและสร้างความสัมพันธ์อันดีให้เกิดขึ้นในครอบครัว นอกจากนั้นต้องคอยให้ความรู้และให้ลูกทราบถึงพิษภัยและอันตรายของยาบ้า คอยดูแลเอาใจใส่และเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ลูก พ่อแม่เป็นปราการด่านแรกที่จะไม่ให้ลูกหลานหันไปพึ่งยาเสพติดและสอนให้ลูกรู้จักการปฏิเสธเพื่อนที่ชักจูงไปทดลองยาอย่างสุภาพและถอยห่างจากแวดวงที่มั่วสุมกันได้ วิธีสร้างภูมิปกป้องให้ลูกวัยรุ่นห่างไกลจากยาบ้า มีดังนี้
การให้ความรักและสร้างความผูกพันที่เหนียวแน่นระหว่างครอบครัว
เอาใจใส่บุตรหลานและให้บุตรหลานรู้สึกว่าตนได้รับการติดตามดูแลจากพ่อแม่อย่างใกล้ชิด
ให้กำลังใจเรื่องการเรียนและชื่นชมลูกเมื่อประสบความสำเร็จในการเรียนหรือกิจกรรมนอกหลักสูตร
สร้างความผูกพันระหว่างหน่วยต่างๆ ทางสังคม เช่น โรงเรียนและสถาบันทางศาสนา
สร้างค่านิยมในครอบครัวในการที่จะไม่ยอมรับยาเสพติดอย่างเด็ดขาด
นอกจากพ่อแม่แล้วครูอาจารย์ก็มีบทบาทสำคัญในการป้องกันปัญหานี้เช่นกันโดยโรงเรียนควรกำหนดนโยบายป้องกันและต่อต้านยาเสพติดในโรงเรียนอย่างเด่นชัดและต่อเนื่องตลอดจนสอนให้นักเรียนทราบถึงอันตรายจากยาบ้าที่จะเกิดต่อร่างกาย รวมทั้งใกล้ชิดนักเรียนและร่วมรับรู้ปัญหาต่างๆ เพื่อที่จะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงเป้าหมาย นอกจากนั้นโรงเรียนควรส่งเสริมให้นักเรียนทำกิจกรรมร่วมกันเป็นกลุ่มอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมและเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับนักเรียนรุ่นน้องและเป็นที่ชื่นชมของบุคคลทั่วไป

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับยาบ้า

1. ช่วยเพิ่มพลัง
การใช้ยาบ้าในปริมาณเล็กน้อยในระยะแรกจะทำให้ร่างกายเกิดการตื่นตัวตลอดเวลา รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ทำงานมากกว่าปกติมีอารมณ์คึกคะนอง อยู่ได้นานโดยไม่ต้องนอน หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตเพิ่มมากขึ้น ใจสั่น ผลของยาบ้าดังกล่าวนี้เองที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่ายาบ้านั้นช่วยเพิ่มพลัง แต่เมื่อหมดฤทธิ์ยาแล้ว ผู้เสพจะหลับและอ่อนเพลียกว่าปกติ หากมีการใช้ยาติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง ฤทธิ์ยาจะทำให้ร่างกายมีการปรับตัวทำให้ฤทธิ์เพิ่มพลังนั้นลดลง ผู้เสพจึงต้องเพิ่มปริมาณยาขึ้นเพื่อให้ได้ผลใกล้เคียงกับครั้งแรก การใช้ยาปริมาณสูงขึ้นจะทำให้เกิดผลเสียต่างๆต่อร่างกาย เช่น ปากและจมูกแห้ง ริมฝีปากแตก คลื่นไส้ เบื่ออาหาร ท้องเสีย หรือท้องผูก เหงื่อออก กลิ่นตัวแรง สูบบุหรี่จัด ตื่นเต้นง่าย พูดมาก อยู่ไม่สุข มือสั่น เหงื่อออกมาก นอนไม่หลับ หงุดหงิด ฉุนเฉียว ชอบทะเลาะวิวาท นอกจากนั้นยังมีผลให้เกิดอาการทางจิตและประสาทด้วยเช่น สับสน พูดไม่รู้เรื่อง เพ้อ ได้ยินเสียงแว่วหรือเห็นภาพหลอน อาหารที่เกิดขึ้นจะคล้ายคนที่เป็นโรคจิตชนิดหวาดระแวงซึ่งนำไปสู่ปัญหาการปรับตัวและความรุนแรงต่างๆ ได้ เช่นมีความคิดผิดปกติว่ามีคนจะทำร้าย จึงพยายามป้องกันตัวเองด้วยการทำร้ายผู้อื่นตามที่เรามักจะเห็นข่าวคนเมายาบ้าแล้วทำร้ายผู้อื่นตามหน้าหนังสือพิมพ์ในปัจจุบัน หรือหนีซุกซ่อนไม่กล้าออกจากบ้าน หรือมีความรู้สึกอยากฆ่าตัวตาย เป็นต้น การใช้ยาบ้านานๆ จะทำให้ร่างกายทรุดโทรมและเป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคตับอักเสบ ไตไม่ทำงาน และโรคปอด หากเสพยาในขนาดสูงจะมีฤทธิ์กดประสาทและระบบหายใจ ไข้สูง ชัก หมดสติ และมีโอกาสเสียชีวิตจากหลอดเลือดในสมองแตกหรือหัวใจวายได้
2. ช่วยแก้ปัญหาทางเพศ
ทัศนคติผิดๆ เกี่ยวกับยาบ้าอีกประการหนึ่งคือ เรื่องเพศและความพึงพอใจทางเพศ จริงอยู่ที่ยาบ้าจะมีผลต่อสมองส่วนที่ควบคุมพฤติกรรมทางเพศและความพึงพอใจทางเพศในระยะเริ่มแรกของการใช้ยาโดยจะมีผลชั่วคราวที่เกิดขึ้นกับผู้เสพยาดังนี้
ช่วยให้ผู้เสพกล้าพบปะผู้คนมากขึ้น
ทำให้กล้าทำในสิ่งที่เคยไม่กล้าหรือเคยรู้สึกไม่สมควร
เพิ่มความพึงพอใจทางเพศ
ทำให้กังวลน้อยลงในการเริ่มต้นมีความสัมพันธ์ทางเพศกับคนที่ตนไม่รู้จัก
ยืดระยะเวลาในการมีเพศสัมพันธ์
เพิ่มความตื่นเต้นในการมีเพศสัมพันธ์

อย่างไรก็ตามประสบการณ์ดังกล่าวเป็นสิ่งปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนที่เริ่มเสพยา แต่เมื่อเสพจนเป็นนิสัยแล้ว ความรู้สึกพึงพอใจที่มีจะค่อยลดลงและติดตามมาด้วยภาวะเสพติดอย่างง่ายดาย ซึ่งในระยะนี้เรื่องเพศจะกลับกลายเป็นปัญหาวิกฤตสำหรับผู้เสพ คือ
ระยะเวลาในการมีเพศสัมพันธ์จะนานขึ้นแต่ความสุขทางเพศจะน้อยลงเมื่อเทียบกับประสบการณ์ในครั้งก่อนๆ
มีความคิดผิดปกติต่อการมีเพศสัมพันธ์ร่วมกับการใช้ยาเสพติด เช่น คิดว่าเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นเกินกว่าความเป็นจริง มีเพศสัมพันธ์ในรูปแบบแปลกๆ และบางครั้งกลายเป็นปัญหารุนแรงต่อตนเองและผู้อื่น
การบรรลุถึงจุดสุดยอดในการมีเพศสัมพันธ์เป็นไปได้ยากขึ้น
สูญเสียสมรรถภาพทางเพศ
เสพยาทดแทนการมีเพศสัมพันธ์เนื่องจากการหมกมุ่นในยาเสพติดมากกว่าเรื่องอื่นๆ
ดังนั้นทัศนคติและความเชื่อที่ผิดๆ ที่ว่ายาบ้านั้นสามารถช่วยเพิ่มพลังทางเพศได้ จึงเป็นเพียงภาพลวงตาในระยะแรกของการเสพเท่านั้น

เสพยากับติดยา
เมื่อกล่าวถึงปัญหาสารเสพติด ยังมีความเข้าใจผิดอยู่มากในเรื่องของ “ การใช้ยา ” และ “ การเสพติดยา ” ทำให้การพิจารณากระบวนการดูแลรักษาเป็นไปได้ค่อนข้างยุ่งยาก รวมทั้งอาจทำให้เกิดปัญหาในกระบวนการประเมินผลกิจกรรมการรักษาด้วย
ในช่วงเริ่มต้นของ “ การใช้ยา ” นั้น ผู้ใช้ยังอาจไม่มีภาวะเสพติดเกิดขึ้น โดยเฉพาะหากใช้สารที่มีฤทธิ์ เสพติดไม่สูง แต่เมื่อมีการใช้ต่อเนื่อง ฤทธิ์เสพติดที่สารนั้นมีต่อร่างกายจึงจะทำให้เกิด “ ภาวะเสพติด ” ขึ้น
องค์การอนามัยโลกได้ให้นิยามของภาวะที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดไว้ ดังนี้
1. การใช้ยาในทางที่ผิด หมายถึง การใช้ยาเสพติดในลักษณะที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ ทั้งด้านร่างกายหรือด้านจิตใจ เช่น ภาวะซึมเศร้าจากการดื่มสุราอย่างหนัก
2. การติดสารเสพติด หมายถึง ภาวะผิดปกติทางด้านพฤติกรรม สติปัญญาความคิดอ่าน และระบบสรีระร่างกาย ซึ่งเกิดภายหลังจากการใช้สารเสพสารซ้ำ ๆ และมีอาการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ร่วมด้วย

1. มีความต้องการอย่างรุนแรงที่จะใช้สารตัวนั้น ๆ
2. มีความยากลำบากในการควบคุมการใช้ทั้งปริมาณและความถี่
3. ยังคงใช้สารนั้นต่อไปทั้ง ๆ ที่รู้ว่าจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย
4. หมกมุ่นอยู่กับการใช้สารเสพติดมากกว่าการทำกิจกรรมอื่นที่สำคัญกว่า
5. มีอาการดื้อยา คือ ต้องเพิ่มปริมาณการใช้ เพื่อให้ได้ผลเท่าเดิม
6. เมื่อหยุดใช้ยาจะเกิดอาการขาดยาหรืออยากยาทางร่างกาย

สาเหตุของการติดยา
สาเหตุที่ทำให้คนติดยาบ้ามีอยู่ด้วยกันหลายสาเหตุคือ
1. เพื่อหนีความทุกข์ใจ โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นที่มีปัญหาในครอบครัวนั้นจะขาดความรัก ความอบอุ่น ครอบครัวแตกแยก หรือทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นประจำ ตลอดจนมีปัญหาทางด้านการเรียน ปัญหาความรักจะส่งผลให้วัยรุ่นหาทางออกโดยการใช้ยาเสพติดเพื่อระงับความทุกข์ใจที่เกิดขึ้น
2. ความอยากรู้อยากเห็น อยากทดลอง บางคนลองเสพตามเพื่อนเพราะกลัวเพื่อนไม่ให้เข้ากลุ่มด้วย ตลอดจนวัยรุ่นบางคนก็อาจลองเสพด้วยความคึกคะนอง เพราะอยากทดลองสิ่งใหม่ๆ และคิดว่าตัวเองคงไม่ติดง่ายๆ ซึ่งมักส่งผลให้วัยรุ่นติดสารเสพติดได้ในเวลาต่อมา
3. อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีคนติดยาหรือเป็นแหล่งที่มีการขายยาเสพติด ซึ่งการที่วัยรุ่นอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ทำให้เห็นว่าการใช้ยาเสพติดเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อวัยรุ่นถูกชักจูงให้ลองยาก็จะคล้อยตามได้ง่าย หรือบางคนอาจลองเสพยาเสพติดเองเพราะเกิดความสงสัยว่า ยาเสพติดจะช่วยให้เกิดความสนุกสนานได้อย่างไร
4. ถูกหลอกลวงให้ติดยาเสพติด เนื่องจากสิ่งเสพติดในปัจจุบันมักมีมาในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เป็นลูกกวาดหรือท้อฟฟี่ เป็นแคปซูล เป็นต้น ซึ่งกรณีนี้วัยรุ่นอาจไม่ทราบว่าสิ่งที่ตนเสพเป็นสิ่งเสพติดชนิดร้ายแรง จึงทำให้ลองกินเข้าไปจนกลายเป็นคนติดยาได้
เมื่อท่านทราบแล้วว่ามีสาเหตุอะไรบ้างที่มีส่วนผลักดันให้ลูกหลานวัยรุ่นติดยาเสพติดได้ ท่านและสมาชิกในครอบครัวจึงควรร่วมมือป้องกันไม่ให้ลูกหลานติดยาโดยการให้ความรักความอบอุ่น ให้ความเป็นกันเองกับบุตรหลาน เพื่อเขาจะได้กล้าเข้ามาขอรับคำปรึกษายามที่ต้องเผชิญกับปัญหาที่แก้ไม่ตก ตลอดจนทำความรู้จักกับกลุ่มเพื่อนของเขาด้วยเพื่อท่านจะได้ทราบว่าเพื่อนๆ ของเขาเป็นคนอย่างไร มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการใช้ยาเสพติดหรือไม่ เพราะเด็กที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นมักจะติดเพื่อน และชอบทำอะไรเลียนแบบเพื่อน

กลไกการติดยาเสพติด
นักจิตวิทยาที่ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมของคนที่ติดยาเสพติด ได้ให้ข้อสรุปที่น่าสนใจเอาไว้ว่า การที่บุคคลคนหนึ่งจะตัดสินใจหันไปใช้ยาเสพติดนั้นจะต้องมีแรงจูงใจอย่างแรงกล้าเกิดขึ้นกับบุคคลนั้นจนทำให้เกิดการตัดสินยอมรับและเริ่มทดลองใช้ แรงจูงใจที่ทำให้เริ่มทดลองใช้ยาในแต่ละบุคคลจะมีความแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับพื้นฐานการศึกษา อาชีพ สถานะทางสังคม และสภาวะแวดล้อมในชีวิตประจำวัน
เมื่อมีการเริ่มทดลองใช้ยาเสพติดขึ้นแล้ว ต่อมาก็จะมีพัฒนาการทางด้านการใช้ยาเสพติดชนิดนั้นๆ เกิดตามมาเรื่อยๆ จนในที่สุดผู้ที่ทดลองใช้ยาก็จะกลายเป็นผู้ติดยาโดยสมบูรณ์แบบ
การติดยาบ้านั้นเป็นกระบวนการต่อเนื่องที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เริ่มต้นจากการใช้ยาเป็นครั้งคราวจนสู่การใช้ยาที่ถี่ขึ้น จนต้องใช้ทุกวันและวันละหลายครั้ง การใช้ยาเสพติดจะมีผลต่อสมอง 2 ส่วนคือ สมองส่วนนอกที่เป็นส่วนคิด (Cerebral Cortex) และสมองส่วนที่อยู่ชั้นใน (Limbic System) ซึ่งเป็นส่วนเกี่ยวข้องกับอารมณ์และความอยาก สมองส่วนคิดทำหน้าที่ควบคุมสติปัญญา ใช้ความคิดแบบมีเหตุผล ขณะที่สมองส่วนอยากเป็นศูนย์ควบคุมอารมณ์ ความรู้สึก ยาบ้าจะกระตุ้นปลายประสาทในสมองให้ส่งโดปามีนซึ่งเป็นสารเคมีชนิดหนึ่งออกมาเป็นปริมาณมาก สารนี้ทำให้เกิดความรู้สึกสบาย สมองจึงมีการปรับตัวด้วยการลดการหลั่งสารเคมีนั้นลง เมื่อหมดฤทธิ์ยาบ้า จึงเสมือนว่าร่างกายมีอาการขาดสารโดปามีน ทำให้มีอาการหงุดหงิด หรือซึมเศร้า ส่งผลให้ผู้เสพยาพยายามแสวงหายามาใช้ซ้ำ ในขณะเดียวกันเมื่อใช้ยาบ้าบ่อยๆ จะทำให้สมองส่วนคิดถูกทำลาย การใช้ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลจะเสียไป ผู้ที่ใช้ยาบ้าจึงมักแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม มีอารมณ์ก้าวร้าว หงุดหงิด ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ จึงทำให้มีการใช้ยาเสพติดบ่อยขึ้น ผลสุดท้ายจะเกิดความสูญเสียอย่างรุนแรงในด้านต่างๆ ของชีวิต ผู้เสพไม่สามารถควบคุมตนเองได้ด้วยสติปัญญาหรือความคิด และทำให้มีอาการทางจิตและสามารถเป็นโรคจิตเต็มขั้นได้ในที่สุด ขั้นตอนการติดยา แบ่งออกเป็น 4 ระยะด้วยกันคือ
1. ระยะเริ่มใช้ยา
2. ระยะคงการใช้ยา
3. ระยะหมกมุ่นกับยา
4. ระยะวิกฤต

ระยะเริ่มต้นการใช้ยา
อาจเริ่มใช้ยาเป็นครั้งคราว ในโอกาสพิเศษเช่น มีกิจกรรมสังสรรค์กับเพื่อนฝูงที่ใช้ยาหรือใช้เพราะเหตุผลบางประการเช่น เพื่อลดน้ำหนัก ลดอาการเศร้า เพิ่มกำลัง ทำงานได้มากขึ้นหรือไม่ให้ง่วงนอน เป็นต้น ในระยะนี้สมองที่ใช้เหตุผลยังคงตัดสินใจให้ใช้ยา เพื่อตอบสนองเหตุผลบางอย่างที่ตนคิด

ระยะคงการใช้ยา
ผู้เสพจะมีการใช้ยาเพิ่มมากขึ้นและเริ่มใช้เป็นประจำ เช่นใช้ทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน ในระยะนี้สมองส่วนนอกยังคงควบคุมความคิดได้ พฤติกรรมยังถูกควบคุมโดยเหตุผลแต่สมองส่วนคิดเริ่มบังคับตนเองได้น้อยลงในขณะที่สมองส่วนควบคุมความอยากมีพลังมากขึ้นทำให้การตัดสินใจเริ่มโอนเอียงไปในทางใช้ยาต่อไปแม้มีผลเสียจากการใช้ยาเริ่มมีมากขึ้น

ระยะหมกมุ่นการใช้ยา
ระยะนี้จะมีผลทางลบกระทบต่อชีวิตผู้ใช้ยามากขึ้น เช่นปัญหาสุขภาพ ปัญหาสัมพันธภาพ หรือกฎหมาย จะมีผลต่อผู้เสพยาอย่างชัดเจน ถึงจุดนี้ผู้เสพบางคนสามารถหยุดยาได้โดยใช้เหตุผล แต่บางคนจะทำไม่ได้ เพราะสมองส่วนอยากมีอำนาจเหนือสมองส่วนคิดแล้ว จึงไม่สามารถควบคุมตนเองได้ และก้าวเข้าสู่สภาพของการเสพติด ทั้งที่ผู้ที่ติดยายังมีความคิดถึงผลเสียที่เกิดขึ้นและตระหนักว่าตนควรเลิกเสพยา

ระยะวิกฤต
แม้ในระยะนี้ผลเสียจากการใช้ยาที่เกิดขึ้นกับผู้เสพจะรุนแรงชัดเจน แต่ผู้เสพก็ยังคงการใช้ยาอย่างต่อเนื่อง เพราะการตัดสินใจที่ใช้เหตุผลและสติจากสมองส่วนควบคุมความคิดอ่านไม่เพียงพอที่จะขัดขวางความรู้สึกที่เกิดขึ้นในสมองที่ควบคุมการตอบสนองความอยาก (Limbic System) จึงทำให้หมกมุ่นกับการเสพติดอย่างรุนแรง
จะเห็นได้ว่าการเสพติดยาบ้านั้นจะมีพัฒนาการในการใช้ยาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และเมื่อผู้เสพเข้าสู่ระยะวิกฤตแล้วจะเป็นการยากที่ผู้เสพจะสามารถเลิกเสพได้ด้วยตัวเอง ผู้ติดยาบ้านั้นต้องการความช่วยเหลือจากสถาบันทางการแพทย์และสังคมเพื่อให้เขาเหล่านั้นสามารถเลิกเสพได้อย่างถาวรและกลับมามีชีวิตอย่างเช่นคนปกติทั่วไป

เมื่อคนใกล้ชิดติดยา
สิ่งที่สะท้อนถึงโอกาสในการเสพติดของวัยรุ่นตามหลักฐานที่มีข้อสนับสนุนมากที่สุด คือ ปัญหาของวัยรุ่นในการสร้างสัมพันธภาพกับสังคมสิ่งแวดล้อม ปัญหาเหล่านี้ มีแนวทางสำหรับสังเกตได้จากพฤติกรรมดังต่อไปนี้
- การแสดงออกในชั้นเรียนที่ไม่เหมาะสม ทั้งในลักษณะของความเขินอายมากหรือในทางตรงกันข้าม คือ ก้าวร้าวรุนแรงมาก
- ผลการเรียนไม่ดี
- การมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่มเพื่อนที่มีลักษณะพาลเกเร
- การมีความเข้าใจว่า ผู้ใช้สารเสพติดเป็นผู้ที่เป็นจุดเด่นของกลุ่มเพื่อนหรือสังคม
ในยุคที่ยาบ้ากำลังระบาดอยู่เช่นปัจจุบันนี้ คงเป็นเรื่องธรรมดาที่เราอยากทราบว่าคนใกล้ชิดหรือคนสนิทของเรานั้นได้ไปข้องเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ ต่อไปนี้เป็นข้อสังเกตเบื้องต้นในการตั้งข้อสงสัยว่าคนใกล้ชิดของเรานั้นอาจใช้ยาหรือติดยาอยู่หรือไม่
อารมณ์แปรเปลี่ยนไป
อารมณ์คุ้มดีคุ้มร้าย เปลี่ยนง่ายมาก
ซึมเศร้า เบื่อหน่าย เหนื่อยง่าย
เก็บตัวหรือปล่อยตัว
โมโหง่าย อารมณ์ฉุนเฉียว
ชอบขึ้นเสียง น้ำเสียงไม่เป็นมิตร พาลหาเรื่อง

ความสัมพันธ์แปรเปลี่ยนไป
ความสัมพันธ์กับครอบครัวแย่ลง
ไม่สามารถพูดคุยกันตามปกติได้
ทิ้งเพื่อนเก่า คบคนแปลกหน้าที่มีพฤติกรรมผิดปกติเป็นเพื่อน
ทำตัวลึกลับ

พฤติกรรมเปลี่ยนไป
ไม่มีสมาธิ เหม่อลอย
ไม่สนใจการเรียน ผลการเรียนแย่ลง
ละทิ้งกิจกรรมที่เคยชอบ เช่น กีฬา หรืองานอดิเรกที่เคยทำ
ไม่กินอยู่หลับนอนตามเวลา
ไม่ใส่ใจเรื่องการแต่งกาย ปล่อยให้ผมรุงรังหรือสกปรก
ใช้เงินเปลือง เป็นหนี้เป็นสินคนรอบข้าง

ข้อสังเกตอื่นๆ
พบเครื่องไม้เครื่องมือในการเสพยา เช่นไฟแช็คแบบไฟลอย ผ้าชุบทินเนอร์ กระบอกฉีดยา กระดาษตะกั่ว เป็นต้น
พบตัวยาหรือสิ่งที่มีจากยา
เงินทองและข้าวของในบ้านหายไป
ตาแดง น้ำมูกไหลทั้งๆที่ไม่เป็นหวัด
ฯลฯ
การล่วงรู้ถึงภาวะเหล่านี้ในบุตรหลาน สามารถเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมีความใกล้ชิดและติดตามความเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงมีความร่วมมือระหว่างครอบครัวและสถานศึกษาในการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับเด็กหรือวัยรุ่นเป็นระยะด้วย

การช่วยเหลือผู้ติดยา
คงไม่มีใครที่อยากให้บุตรหลานและคนที่คุณรักติดยาบ้า การเอาใจใส่ ให้ความใกล้ชิด และดูแลจิตใจซึ่งกันและกันจะเป็นปราการสำคัญที่สามารถป้องกันให้คนที่คุณรักห่างไกลจากยาบ้าได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามหากพบว่าบุตรหลานหรือคนใกล้ชิดของท่านติดยาบ้า สิ่งสำคัญที่ต้องกระทำเป็นประการแรกคือการสงบสติอารมณ์ อย่าปล่อยให้ความโกรธหรือความผิดหวังบั่นทอนความสัมพันธ์ให้เสื่อมถอยลง การลงโทษอย่างรุนแรงหรือการผลักไสไล่ส่งไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่กลับจะทำให้บุตรหลานซึ่งเป็นผู้ติดยารู้สึกขาดที่พึ่งหมดทางเลือกและมีโอกาสที่จะเข้าไปสู่วงจรการเสพติดที่รุนแรงขึ้น ท่านจึงควรแสดงให้ผู้ติดยารู้ถึงความรักความปรารถนาดีอย่างจริงใจ หาวิธีการสื่อสารให้เข้าใจและนำไปสู่การบำบัดรักษาโดยท่านควรเป็นกำลังใจและอยู่เคียงข้างเพื่อให้คำปรึกษา ผู้ใกล้ชิดผู้ติดยาบ้าควรได้มีโอกาสทบทวนประเด็นต่างๆดังต่อไปนี้ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ติดยาบ้าสามารถหลุดพ้นจากปัญหาได้อย่างยั่งยืน
พ่อแม่และสมาชิกอื่นในครอบครัวไม่ควรตำหนิกันเอง หรือกล่าวโทษกัน
ส่งเสริมให้สมาชิกในครอบครัวมองปฏิสัมพันธ์ต่างๆ ในแง่บวกมากขึ้น เช่น การที่พ่อแม่ดุว่าเกิดจากความห่วงใยลูก ไม่ใช่ความรู้สึกเกลียดชัง หรือการที่ลูกเดินหนีจากพ่อแม่ ไม่ใช่ไม่เคารพพ่อแม่แต่ลูกกำลังไม่สบายใจมาก ต้องการอยู่เงียบๆ คนเดียว เป็นต้น
ปรับปรุงการสื่อสาร และการแสดงออกทางด้านอารมณ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวให้เหมาะสม
ส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ในทิศทางที่เห็นอกเห็นใจกันยิ่งขึ้นภายในครอบครัว
พ่อแม่ต้องพัฒนาทักษะในการอบรม วางกฎเกณฑ์ และฝึกฝนวินัยลูก เพื่อช่วยให้ลูกมีความเป็นตัวของตัวเองและสามารถรับผิดชอบได้ตามวัย
แสวงหาความรู้เกี่ยวกับกลไกยาเสพติดและวิธีการเลิกเพื่อประคับประคองให้ลูกหลานหรือผู้ติดยาสามารถผ่านพ้นวิกฤตได้โดยเร็วที่สุด
ดูแลสภาพจิตใจของกันและกันรวมทั้งขอคำปรึกษาจากผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ซึ่งอาจให้ความช่วยเหลือท่านได้
ทบทวนบทบาทและการทำหน้าที่ของสมาชิกครอบครัวที่เป็นสิ่งส่งเสริมให้มีการเสพติดโดยที่สมาชิกในครอบครัวไม่รู้ตัว หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านั้นทั้งในระยะเลิกเสพ และระมัดระวังไม่ให้เกิดการกลับไปใช้พฤติกรรมเดิมๆ อีกเมื่อผู้เสพติดสามารถเลิกยาได้แล้ว เพื่อมิให้เป็นสาเหตุของการกลับไปเสพซ้ำ

ความรักและความมุ่งมั่นของครอบครัวในการร่วมแก้ไขปัญหา จะเป็นเครื่องมือหลักที่ช่วยให้วัยรุ่นผ่านพ้นวิกฤติยาเสพติดได้ดีที่สุด

ภาวะการติดยา
เมื่อเกิดภาวะเสพติดแล้ว ผู้เสพติดส่วนหนึ่งอาจอยู่ในภาวะ “ เมินเฉย ” คือไม่สนใจจะทำอะไรเพื่อเปลี่ยนแปลงตนเอง หลีกเลี่ยงการยอมรับรู้เกี่ยวกับข้อดีและข้อเสียของพฤติกรรมที่มีอยู่ หรือบางรายอาจท้อใจเพราะไม่สามารถจะหยุดพฤติกรรมที่มีอยู่ หรือบางรายอาจท้อใจเพราะไม่สามารถที่จะหยุดพฤติกรรมเดิมได้ทั้งที่ได้พยายามครั้งแล้วครั้งเล่า
ครอบครัวสามารถมีบทบาทช่วยเหลือได้ด้วยการให้ข้อมูลเกี่ยวกับข้อดีข้อเสียของการเสพติด ทั้งนี้จำเป็นต้องเป็นไปบนพื้นฐานของการเสริมสร้างสัมพันธภาพให้ผู้เสพติดมีความหวังและเกิดสำนึกรับผิดชอบต่อครอบครัวและสังคมด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ชักชวนให้มีการระบายความรู้สึกนึกคิด หรือใช้การบันทึกหรือบอกเล่าถึงชีวิตตนเองเพื่อให้ผู้เสพติดมีโอกาสใช้ความคิดทบทวนปัญหาชีวิตที่เกิดจากยาและต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมหรือนิสัยของตน ขั้นตอนนี้ อาจต้องใช้เวลา กำลังใจ และความอดทนในทุกฝ่ายค่อนข้างสูงและสามารถเป็นไปได้โดยเทคนิคที่แตกต่างกันในแต่ละครอบครัว วิธีการหนึ่งที่อาจช่วยได้ คือการส่งเสริมให้ผู้เสพติดเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาที่จะเป็นการจูงใจให้ผู้เสพติดเข้าใจภาวะการณ์และสภาพจิตใจของตนดียิ่งขึ้น
เมื่อผู้เสพเริ่มยอมรับและคิดถึงข้อดีและข้อเสียของพฤติกรรมการเสพติด อาจเกิดภาวะสองจิตสองใจหรือรู้สึกลังเล ครอบครัวและผู้บำบัดควรช่วยให้ผู้เสพพัฒนาสู่ขั้นตอนต่อไปคือให้หมั่นสำรวจตัวเองถึงผลดีผลร้ายของพฤติกรรมเดิม และเน้นเพิ่มการชี้ให้เห็นถึงข้อดีของพฤติกรรมใหม่ เช่น ชักชวนให้คิดว่า ชีวิตนี้จะดีอย่างไรหากไม่ติดยา เมื่อผู้ติดมีความร่วมมือระดับหนึ่งแล้ว ควรมีการเตรียมพร้อมสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมซึ่งรวมถึงการวางแผนหาแนวปฏิบัติร่วมกัน ย้ำถึงความตั้งใจจริง เช่น สัญญากับตนเอง กับครอบครัวและกับบุคคลที่ผู้เสพติดเคารพนับถือ และให้ขจัดสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนแปลงตนเอง คือ การเรียนรู้ถึงชีวิตใหม่ที่ไม่เป็นทาสยาเสพติด การร่วมมือในการบำบัดรักษาต่างๆ และการป้องกันไม่ให้เกิดติดยาซ้ำอีก
อาการของการเลิกใช้ยาหรือขาดยา โดยทั่วไป ผู้ป่วยที่เลิกใช้ยาบ้าจะมีอาการทางร่างกายเพียงเล็กน้อย เช่น มือสั่น เหงื่อออกมาก ปวดตามกล้ามเนื้อ ง่วงนอนจัด ปวดบิดในท้อง หิวจัด วิงเวียน อ่อนเพลีย อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นหลังจากขาดยาไปเพียง 2-3 วัน
แม้อาการทางกายจะมีเพียงเล็กน้อยดังกล่าว แต่ผู้ใช้จะมีความรู้สึกทุกข์ทรมานมาก จากความอ่อนเปลี้ยเพลียแรงจนอาจไม่มีแรงแม้จะรับประทานอาหาร รู้สึกกระวนกระวาย กระสับกระส่าย ความคิดสับสน เช่น ไม่รู้ว่าตนเองเป็นใครอยู่ที่ไหน ปวดศีรษะ มีความรู้สึกร้อนสลับกับหนาวจัด และผู้ใช้ยาอาจทุรนทุรายจนเอะอะอาละวาดทำร้ายผู้อยู่ใกล้เคียงได้ ปัญหาที่สำคัญคือ อาจพยายามฆ่าตัวตายได้เพราะภาวะซึมเศร้าจากการขาดยา ความรู้สึกเหล่านี้มักคงอยู่เป็นสัปดาห์ ทำให้ผู้เสพติดพ่ายแพ้จนกระทั่งนำไปสู่การแสวงหายานี้มาใช้อีก เพื่อบำบัดตัวเองให้พ้นความทรมาน กลายเป็นวัฏจักรที่ไม่สิ้นสุดของการเสพติด
อย่างไรก็ตาม ในผู้ที่มุ่งมั่นและมีความพร้อมต่อการเลิกยา อาจพยายามผ่านพ้นอาการทุกข์ทรมานต่างๆ ข้างต้นได้ และสามารถนำไปสู่การเลิกใช้ยาในที่สุด

เส้นทางสู่การเลิกยา
โดยทั่วไปการเลิกยาในแต่ละบุคคลจะมีความแตกต่างกัน แต่อาจแบ่งออกเป็นระยะกว้างๆ ได้ ดังนี้
ระยะมีอาการขาดยา เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 2-10 หลังการหยุดยา อาการที่รุนแรงคือ อาการอยากยาและ ซึมเศร้า มีหลายคนที่มีอาการไม่รุนแรง เช่น มีเพียงปัญหาการนอนหลับยาก กินเก่งและไม่มีสมาธิ
ระยะฮันนี่มูน เป็นระยะต่อเนื่องจากระยะขาดยาและคงอยู่ได้นานถึง 6 สัปดาห์ ในช่วงนี้ผู้เลิกยาจะรู้สึกมีกำลังเพิ่มขึ้น กระตือรือร้น มองโลกในแง่ดี มีความเชื่อมั่นมากจนหลายคนเข้าใจผิดว่าระยะนี้เป็นการสิ้นสุดกระบวนการรักษา ทั้งที่ในความเป็นจริง ยังมีความเสี่ยงต่อการกลับไปใช้ยารออยู่ในระยะต่อไป
ระยะฝ่าอุปสรรค จาก 6 สัปดาห์ ถึงประมาณ 4 เดือนหลังการเลิกยา ผู้เลิกยาจะรู้สึกรำคาญและเกิดอารมณ์ยุ่งยากและไม่สามารถใช้ความคิดได้เต็มที่ ส่วนมากผู้ป่วยจะมีอารมณ์เศร้า หงุดหงิด ไม่มีสมาธิ ไม่มีกำลัง และขาดความกระตือรือร้น เป็นระยะที่มีความเสี่ยงสูงมากในการกลับไปใช้ยาซ้ำ
ระยะปรับตัวหรือระยะคลี่คลาย การเรียนรู้ถึงระยะต่างๆ ของการเลิกยาที่ผ่านมาจะช่วยให้ผู้เลิกยาเข้าใจสิ่งที่อาจชักนำให้กลับไปใช้ยาและเตรียมพร้อมต่อการแก้ไขอาการหรือปัญหาต่างๆ ซึ่งเป็นหลักสำคัญในระยะปรับตัว โดยทั่วไปเมื่อผู้เลิกยาสามารถปรับตัวใหม่กับชีวิตปกติ หลังหยุดยาได้ 1 ปี จะมีความพร้อมและปลอดภัยเพียงพอต่อการดำรงชีวิตตามปกติ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ ในชีวิตได้ เช่น การเรียนต่อ การย้ายที่อยู่ การแต่งงานและภาวะที่ส่งผลกระทบทางจิตใจอื่นๆ
ในภาวะเสพติด อาการอยากยาเกิดขึ้นได้จากฤทธิ์ของเสพติดทางกายของยา ขณะเดียวกันสิ่งแวดล้อมทุกอย่างที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับการเสพยาในประสบการณ์ของผู้เสพติด เช่น ยาเสพติด กลุ่มเพื่อน ผู้ค้ายา สถานที่ สิ่งของ ความรู้สึกและเวลา ล้วนเป็นสาเหตุร่วมที่จะกระตุ้นให้เกิดความคิดถึงกระบวนการเสพยาได้รุนแรงไม่แพ้ผลจากการเสพติดทางกาย ความคิดที่จะใช้ยาจะเกิดขึ้นทีละเล็กทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว หากผู้เสพติดปล่อยให้ตนเองคิดหมกมุ่นเรื่องการเสพยามากขึ้นเท่าใด โอกาสที่จะกลับไปใช้ยาก็มีมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น การที่ผู้เสพยาปล่อยตนเองให้คิดเกี่ยวกับการเสพยาอย่างต่อเนื่อง จะเป็นผลให้กลับไปใช้ยาอีก วิธีการที่จะช่วยป้องกันการเสพยาได้สำเร็จคือ การตระหนักรู้ถึงความคิดอยากยาของตัวเองให้เร็วที่สุดและหยุดความคิดไว้ตั้งแต่เริ่มต้นก่อนที่จะรู้สึกอยากยาและไม่สามารถควบคุมตนเองได้ เมื่อผู้เสพติดสามารถหยุดยาได้แล้ว ต้องไม่ประมาท ควรระมัดระวังการติดยาซ้ำอีก ต้องมีความอดทนให้สามารถหยุดได้อย่างถาวร และตระหนักชัดเจนว่ายาเสพติดเป็นของแปลกปลอมห้ามสัมผัสหรือแตะต้องเด็ดขาด
สำหรับผู้ติดยานั้น เมื่อมีตัวกระตุ้นจะนึกถึงยาซึ่งสามารถนำไปสู่การอยากยาและส่วนมากก็จะหันกลับไปหายาเสพติดอีกครั้ง การฝึกหยุดความคิด จะป้องกันความคิดถึงยาเพื่อไม่ให้เกิดความอยากยารุนแรงจนควบคุมตัวเองไม่ได้

วิธีการหยุดความคิด สามารถทำได้โดย
การสร้างจินตนาการ – ภาพที่สร้างขึ้นในใจจินตนาการว่าคุณปิดสวิทช์ เพื่อหยุดความคิดที่จะใช้ยา วาดภาพอื่นแทนที่จะคิดถึงการใช้ยา ควรใช้จินตนาการหรือความคิดเป็นสิ่งน่าชื่นชมหรือมีความหมายต่อคุณและไม่เกี่ยวข้องกับยา ถ้าเทคนิคการหยุดความคิดไม่ได้ผล ความคิดที่จะใช้ยายังกลับมาอีก คุณควรเปลี่ยนสภาพแวดล้อมหรือเปลี่ยนไปทำงานที่ต้องใช้สมาธิเต็มที่
การเตือนตัวเองด้วยการดีดหนังยาง – คล้องยางที่ข้อมือ ดึงและดีดหนังยางเบาๆที่ข้อมือของคุณขณะที่คุณพูดว่า “ไม่” เมื่อมีความคิดที่จะใช้ยาและพยายามสร้างมโนภาพแทนการคิดถึงยา
การสวดมนต์ – เป็นเทคนิคการหยุดความคิดที่ใช้ได้ผล
ฝึกการผ่อนคลาย – ความรู้สึกว่ากระเพาะอาหารว่างและเป็นตะคริว เมื่ออยากยา สูดหายใจลึก (ให้ลมเต็มปอด) แล้วผ่อนหายใจออกช้าๆ จะช่วยลดอาการเหล่านี้ได้ ทำอย่างนี้ 3 ครั้ง คุณจะรู้สึกถึงร่างกายที่ตึงแน่น ทำซ้ำเหมือนเดิมเมื่อมีความรู้สึกอยากยากลับมา
ปรึกษาคนที่ช่วยเหลือได้ – พูดคุยกับคนอื่นเพื่อระบายความรู้สึกของคุณ และเพื่อให้คุณได้รับรู้ว่าความคิดของคุณอยู่ในระยะใดของกระบวนการ คุณควรจะมีเบอร์โทรศัพท์ของคนที่สามารถช่วยคุณได้ และคุณสามารถใช้ได้ทันทีที่คุณต้องการความช่วยเหลือ
การทำสมาธิ – เมื่อคิดถึงยาให้หลับตา แล้วเพ่งความสนใจกับความรู้สึกของลมหายใจที่ผ่านเข้า – ออกบริเวณปลายจมูกหากจับความรู้สึกของลมหายใจไม่ได้ ให้หายใจเข้า-ออกยาวๆ 2-3 ครั้ง แล้วค่อยผ่อนลมหายใจลงมาเป็นปกติ ทำต่อเนื่องกันอย่างน้อย 1 นาที
วิธีต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ควรมีการฝึกทำทุกวันๆ ละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น เพื่อเวลานำมาใช้จะได้สามารถทำได้ผลเพื่อหยุดความคิด เมื่อผู้เสพติดสามารถหยุดยาได้แล้ว ต้องไม่ประมาท ควรระมัดระวังการติดยาซ้ำอีก ต้องมีความอดทนให้สามารถหยุดยาได้อย่างถาวร และตระหนักชัดเจนว่ายาเสพติดเป็นของแปลกปลอม ห้ามสัมผัสหรือแตะต้องโดยเด็ดขาด

แนวทางการบำบัดรักษาผู้ติดยา
การดูแลรักษาปัญหายาเสพติดโดยเฉพาะยาบ้านั้น สามารถประยุกต์ใช้รูปแบบการป้องกันในมุมมอง ของสาธารณสุข ดังนี้
1. การป้องกันโดยการให้ความรู้แก่วัยรุ่นที่ไม่เคยใช้สารเสพติด เพื่อให้สามารถป้องกันตนเองจากการใช้สิ่งเหล่านี้ได้ กระบวนการนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในสถานศึกษาหรือชุมชน เช่นการประชาสัมพันธ์ การให้ความรู้ การสร้างทักษะชีวิต เป็นต้น
2. การป้องกันโดยการให้การดูแลรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรกของปัญหา โดยกลุ่มเป้าหมายคือผู้มีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาหรือผู้ใช้สารเสพติดที่ยังไม่มีปัญหารุนแรง ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ให้เกิดความเข้าใจในสภาพปัญหาของตน และจูงใจให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ดังนั้นจึงต้องอาศัยความใกล้ชิดและใส่ใจในสภาพความเสี่ยงของผู้ติดยาและสามารถเลือกใช้วิธีการคัดกรองที่ถูกต้องดำเนินการอย่างเหมาะสม
3. การป้องกันโดยการให้การรักษาแก่ผู้ติดสารเสพติดซึ่งอาจเป็นไปได้ในรูปแบบผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยในหรือชุมชนบำบัด ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่ารูปแบบการรักษาเหล่านี้ มีลักษณะแตกต่างทั้งในแง่ของความซับซ้อนและการตอบสนองต่อความรุนแรงแต่ละขั้นของการเสพติดเพื่อช่วยให้ผู้ติดยาสามารถผ่านพ้นช่วงวิกฤตของปัญหาไปได้

การบำบัดรักษาผู้เสพติดด้วยวิธีทางการแพทย์
การรักษาแบบผู้ป่วยนอก เป็นรูปแบบที่ไม่มีการค้างคืนในสถานบำบัด ใช้กับผู้ป่วยที่เสพสารไม่มากนักและไม่มีปัญหาจากอาการขาดยารุนแรงในบางกรณี ใช้การรักษาประเภทนี้หลังจากผู้ป่วยผ่านการบำบัดแบบผู้ป่วยใน
โรงพยาบาลกลางวัน คือการรักษาที่ผู้เสพยามารับการบำบัดในช่วงกลางวันใช้เวลาเกินกว่า 20 ชั่วโมงในแต่ละสัปดาห์ และสามารถกลับบ้านได้ในแต่ละวันของการบำบัด จึงเป็นรูปแบบที่ก้ำกึ่งระหว่างการรักษาแบบผู้ป่วยนอกกับการนอนพักในโรงพยาบาล เหมาะสำหรับวัยรุ่นที่มีปัญหาพฤติกรรมรุนแรง หรือมีอาการขาดยาทางกายที่ไม่รุนแรงมากนักและไม่ถึงขั้นต้องบำบัดในโรงพยาบาล
การรักษาแบบผู้ป่วยใน การรักษาแบบนี้จะรวมการรักษาซึ่งประกอบด้วยการดูแลทางการแพทย์อย่างใกล้ชิด ทั้งในแง่การเจ็บป่วยทางกาย ทางจิตใจและการปรับตัวทางสังคม โดยใช้เวลาตลอด 24 ชั่วโมงของแต่ละวันภายในสถานบำบัดเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เสพสารปริมาณมากๆ และยังมีการใช้ต่อเนื่องอยู่ หรือผู้มีอาการเป็นพิษจากสารเสพติด หรือกรณีต้องการสภาพแวดล้อมที่ช่วยในระบวนการถอนพิษ นอกจากนี้ ยังจำเป็นสำหรับผู้เสพติดที่ต้องการการรักษาด้วยยา การบำบัดภาวะเกลือแร่ไม่สมดุลย์ของร่างกายหรือการที่ผู้ป่วยต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อการทำร้ายตนเองหรือทำร้ายผู้อื่น
บ้านกึ่งวิถี เป็นรูปแบบการรักษาที่เสมือนรอยต่อระหว่างการกลับคืนสู่สภาพครอบครัวและสังคมที่แท้จริงกับการบำบัดในสถานบำบัด โดยผู้ป่วยใช้ชีวิตอยู่ในบ้านกึ่งวิถีแต่สามารถมีโอกาสทางการศึกษา การทำงานตลอดจนการรักษาจากหน่วยงานภายนอกบ้านกึ่งวิถี โดยต้องเคารพกฎเกณฑ์ของบ้านซึ่งมีเจ้าหน้าที่คอยกำกับดูแลด้วย ระยะเวลาการบำบัดในบ้านกึ่งวิถีขึ้นอยู่กับเป้าหมายที่ตั้งไว้

ชุมชนบำบัด การบำบัดชนิดนี้เป็นรูปแบบที่ให้ความสำคัญในเรื่องจิตใจและสังคมอย่างยิ่ง จึงเป็นรูปแบบที่ได้รับความสำคัญอย่างสูงในบางประเทศ ในการรักษาปัญหายาเสพติดที่มีความรุนแรงสูงมากในกลุ่มวัยรุ่นซึ่งจำเป็นต้นอาศัยระยะเวลาในการรักษานาน ชุมชนบำบัดมีลักษณะเด่นที่สำคัญอยู่ 2 ประการคือ
1. การใช้สภาพความเป็นอยู่ของชุมชนเป็นเครื่องบำบัดในกระบวนการรักษา
2. การมีโครงสร้างที่ชัดเจน จำแนกรายละเอียดอย่างรัดกุมและมีกระบวนการต่อเนื่องในการส่งเสริมความมั่นคงทางอารมณ์ของผู้เสพติด
ชุมชนจะประกอบด้วยสภาพแวดล้อมทางสังคม กลุ่มเพื่อน และบุคลากรผู้รับบทบาทเป็นตัวอย่างสังคม การจัดสรรหน้าที่รับผิดชอบต่างๆ ในชุมชนเปรียบเสมือนกลไกที่จะช่วยพัฒนาตนเองสำหรับสมาชิกทุกราย การจัดตารางเวลาในแต่ละวันจึงเป็นไปอย่างรัดกุม มีโครงสร้างชัดเจนทั้งในเรื่องของการทำงาน กิจกรรมกลุ่ม การสัมมนา มื้ออาหาร ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเพื่อนและบุคลากรทั้งที่เป็นแบบมีโครงสร้างชัดเจนและแบบส่วนตัว ผลดีอีกประการหนึ่งที่เด่นชัดของชุมชนบำบัดโดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นคือการที่ชุมชนมีโอกาสทำหน้าที่เสมือนครอบครัวทดแทนเนื่องจากวัยรุ่นส่วนใหญ่ที่มีปัญหาเสพติดนั้น มักมีสภาพครอบครัวเดิมที่มีปัญหามากมาย อย่างไรก็ตามระยะเวลาในชุมชนควรสั้นกว่าในกรณีผู้ใหญ่คืออยู่ในช่วง 12-18 เดือน และบุคลากรต้องมีการสอดส่องดูแลและประเมินสมาชิกอย่างใกล้ชิดกว่าในกรณีของผู้ใหญ่

การดูแลผู้เสพติดวัยรุ่น
เมื่อเปรียบเทียบปัญหาในการบำบัดรักษาผู้เสพติดวัยรุ่น กับผู้เสพติดวัยผู้ใหญ่แล้ว จะสามารถสังเกตเห็นความแตกต่างที่เด่นชัดประการหนึ่ง กล่าวคือ ผู้เสพติดวัยรุ่นมักมีความยากลำบากกว่าที่จะผ่านพ้นปัญหาและกลับคืนสู่สังคมได้ ทั้งนี้ เนื่องจากการที่วัยรุ่นยังจำเป็นต้องมีการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงตามวัยของตนเองทั้งในส่วนของพัฒนาการ สัมพันธภาพครอบครัวและสิ่งแวดล้อมในขณะที่เผชิญกับปัญหาการเสพติด
การดูแลจิตใจวัยรุ่นที่ได้ผลดี จำเป็นต้องคำนึงถึงความรู้สึกและความต้องการของวัยรุ่นด้วย นอกจากนี้ยังมีสิ่งจำเป็นต้องตระหนักเป็นแนวทางประกอบคือ
1. วัยรุ่นต้องการการปฏิบัติจากผู้ให้การบำบัดรักษาที่แตกต่างจากผู้ใหญ่ เพราะวัยรุ่นมีพัฒนาการเฉพาะวัย จึงทำให้มีค่านิยม ความคิด และมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์เช่น การได้รับอิทธิพลของกลุ่มเพื่อนมากเป็นพิเศษ เป็นต้น
2. วัยรุ่นที่ใช้สารเสพติดบางรายเท่านั้นที่อยู่ในภาวะเสพติด การบำบัดรักษาจึงต้องตระหนักถึงประเด็นนี้และไม่ยัดเยียดการ “เสพติด” ให้แก่วัยรุ่นทุกราย ซึ่งอาจเป็นผลเสียในระยะยาวได้
3. กิจกรรมควรคำนึงถึง ความต้องการที่แตกต่างตามวัย แม้ในวัยรุ่นเอง ยังมีความแตกต่างระหว่างวัยรุ่นตอนต้นกับวัยรุ่นตอนปลาย
4. ภาวะเสพติดมักมีความสัมพันธ์กับปัญหาพัฒนาการบางด้าน เช่น สติปัญญา อารมณ์ การรักษาภาวะเสพติด จึงควรมีการประเมินภาวะปัญหาเหล่านี้ด้วย เช่น ปัญหาทางระบบประสาท ปัญหาการเรียนบกพร่อง (LD) โรคสมาธิสั้น (ADHD) ซึ่งเป็นภาวะเสี่ยงสูงต่อการเสพติด รวมทั้งต้องคำนึงถึงผลกระทบของปัญหาเหล่านี้ที่มีต่อการเรียน พฤติกรรม ความภาคภูมิใจในตนเองและสัมพันธภาพทางสังคม
5. นอกจากการคำนึงถึงวัยแล้ว ควรคำนึงถึงเพศ เชื้อชาติ ความพิการ ความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงและภูมิหลังทางวัฒนธรรม
6. กิจกรรมต้องพยายามดึงความมีส่วนร่วมของครอบครัว ซึ่งเป็นหน่วยที่อาจเป็นส่วนสำคัญของปัญหา และมีบทบาทเป็นสิ่งแวดล้อมสำคัญที่สุดที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของวัยรุ่นต่อไป
7. แม้จะมีความจำกัดในเรื่องแหล่งการให้บริการรักษาแต่ก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้สถานบำบัดสำหรับผู้ใหญ่มาเป็นแหล่งบำบัดวัยรุ่นโดยไม่มีการจัดรูปแบบกิจกรรมเฉพาะ เพราะอาจเกิดปัญหาตามมาและได้รับประสิทธิผลการรักษาที่ไม่ดีพอ
8. การใช้วิธีดูแลที่ส่งเสริมให้เกิดแรงจูงใจ (Motivational Interviewing Approach) เช่น
หลีกเลี่ยงการให้ตราบาปหรือการใช้คำที่รุนแรงต่อความรู้สึกเกี่ยวกับภาวะเสพติด เช่น ขี้ยา
ให้พิจารณาถึงเป้าหมายของชีวิตและความยากลำบากที่จะบรรลุสู่เป้าหมายนั้น เพราะการติดยาเสพติด
ให้รับฟังโดยความจริงใจ ไม่ทะเลาะกับผู้ป่วย
ให้แสดงความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจต่อผู้เสพติดอย่างจริงใจ
ผู้บำบัดต้องคำนึงถึงการสร้างความรู้สึกใส่ใจและมีส่วนร่วมจากผู้เสพติดรวมถึงการเน้นความรับผิดชอบของผู้เสพติดในฐานะเจ้าของปัญหาเพราะการมีส่วนร่วมและยอมรับในวัตถุประสงค์ของ ผู้รับการบำบัดถือเป็นหัวใจที่สำคัญของการรักษา
หากมีความรู้สึกต่อต้านการรักษาเกิดขึ้น ให้พิจารณาว่าผู้ป่วยอาจจะอยู่ขั้นตอนของวัฏจักรแห่งการเปลี่ยนแปลงในขั้นที่ต่ำกว่าผู้บำบัดเข้าใจและควรพิจารณาถึงพฤติกรรมของผู้บำบัดที่มีผลต่อสัมพันธภาพในการรักษา
ส่งเสริมให้ผู้เสพติดเชื่อมั่นในตนเองว่าสามารถควบคุมจิตใจตนเองและสถานการณ์เพื่อไม่ใช้สารเสพติดได้

การบำบัดรักษาทางจิตสังคม
1. การรักษาช่วงอดยา ส่วนใหญ่เป็นการให้ยารักษาตามอาการ เช่น รักษาอาการเครียด หงุดหงิด ซึมเศร้า อาการทางจิต
2. การบำบัดทางด้านจิตใจและสังคม เพื่อฟื้นฟูสมองส่วนคิดให้ควบคุมสมองส่วนอยากได้ดี โดย
กรมสุขภาพจิตได้จัดโครงการจิตสังคมบำบัดสำหรับผู้ติดยาบ้าแบบผู้ป่วยนอก ใช้ระยะเวลา 4 เดือน ผู้เสพ ครอบครัว และผู้บำบัดจะมาพบกันสัปดาห์ละ 3 ครั้ง โดยมีองค์ประกอบของการบำบัดรักษา 4 หัวข้อคือ
1. การฝึกทักษะในการเลิกยาเสพติดในระยะเริ่มต้น
2. การป้องกันการหวนกลับไปใช้ยา
3. การให้ความรู้แก่ครอบครัว
4. กลุ่มกิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อน

โครงการจิตสังคมบำบัดสำหรับผู้ติดยาบ้า
โครงการจิตสังคมบำบัดสำหรับผู้ติดยาบ้านั้นมีจุดเด่นดังต่อไปนี้
1. เป็นการรักษาแบบผู้ป่วยนอก (ไป-กลับ) ผู้ป่วยไม่ต้องนอนพักรักษาในโรงพยาบาล ผู้ป่วยที่เป็นนักเรียนหรือทำงานจึงสามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้
2. เป็นการผสมผสานวิธีบำบัดที่หลากหลาย
3. มีหัวข้อการเรียนรู้ที่แน่นอนในแต่ละวัน ผู้รับการบำบัดและครอบครัวจะได้รับคู่มือคนละ 1 เล่ม มีเนื้อหาความรู้เกี่ยวกับสาเหตุของการติดยา มีกิจกรรมให้ผู้รับการบำบัดทุกวันที่มา
4. มีแนวคิดว่าการติดยาเป็นการเจ็บป่วยของสมอง ดังนั้นขบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต้องแก้ไขโรคทางสมอง โดยทำให้ผู้รับการบำบัดไม่หวนกลับไปใช้ยาอีกและคงสภาพนี้อย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุด ซึ่งจะทำให้สามารถเลิกใช้ยาได้อย่างถาวรต่อไป
5. ใช้วิธีการเชิงบวก ไม่ตำหนิผู้รับการบำบัดและครอบครัวแต่ถือว่าเป็นความผิดพลาดทุกอย่างคือการเรียนรู้ พร้อมทั้งสอนวิธีการเรียนรู้ที่ถูกต้องให้ใหม่

ความหลากหลายของรูปแบบการรักษาเป็นโอกาสให้ผู้เสพติดมีทางเลือกมากขึ้น วิธีการแต่ละแบบอาจเหมาะกับแต่ละคน จึงต้องพิจารณาเลือกการรักษาเป็นรายๆ ไปเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด

สถานบริการบำบัดรักษาผู้ติดยา
ผู้ที่สนใจติดต่อและปรึกษาปัญหายาบ้า สามารถขอรับบริการทางโทรศัพท์ได้ที่สายด่วนสุขภาพจิต 1667 และสามารถขอรับบริการจิตสังคมบำบัดสำหรับผู้เสพยาบ้าแบบผู้ป่วยนอกได้ที่
1. โรงพยาบาลประจำจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ
2. ศูนย์บำบัดรักษา หรือโรงพยาบาลในสังกัดกรมการแพทย์
โรงพยาบาลธัญญารักษ์ โทร 0-2531-0080-8 สายด่วน 0-2531-7777
สถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดสารเสพติดบ้านพิชิตใจ โทร 0-2329-1353 0-2329-1566
ศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดภาคเหนือ อ.แม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โทร 053-297-976 ถึง 7
ศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น โทร 043-245-366
ศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดภาคใต้ จังหวัดสงขลา โทร 074-467-453 074-467-468
3. โรงพยาบาลในสังกัดกรมสุขภาพจิตทุกแห่งทั่วประเทศ
โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา กทม. โทร. 0-2437-7061
โรงพยาบาลราชานุกูล กทม. โทร. 0-2264-4696
สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น กทม. โทร. 0-2245-7798
โรงพยาบาลนิติจิตเวช กทม. โทร. 0-2889-9082
โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ กทม. โทร. 0-2394-1846
โรงพยาบาลศรีธัญญา จ. นนทบุรี โทร. 0-2526-3342
โรงพยาบาลสวนปรุง จ.เชียงใหม่ โทร. 0-5327-6750
ศูนย์ส่งเสริมพัฒนาการเด็กภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ โทร. 0-5389-0245
โรงพยาบาลจิตเวชนครพนม จ.นครพนม โทร. 0-4259-3136
โรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่น จ.ขอนแก่น โทร. 0-4322-7422 ต่อ 3200
โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมา จ.นครราชสีมา โทร. 0-4427-1671
โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ จ.อุบลราชธานี โทร. 0-4531-2550-4 ต่อ310
โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ จ.สุราษฎร์ธานี โทร. 0-0-7731-2991
โรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ โทร. 0-5626-7280

  Help

Back to the top     ::    © 2001 Department of Mental Health. All Rights Reserved.     ::    Contact WebMaster